5 อันดับ Antioxidant Products ที่ดีที่สุดในปี 2018

อันดับ Antioxidant Products ที่ดีที่สุดในปี 2018

สวัสดีครับ ผมหมอพศินนะครับ (นพ.พศิน ภูริธรรมโชติ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน) วันนี้ผมจะมา Review ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านอนุมูลอิสระหรือ Antioxidants ในยุคปัจจุบัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านที่รักสุขภาพทุกท่าน..

ถ้าพูดถึงสารต้านอนุมูลอิสระคงไม่มีใครไม่รู้จัก และในยุคนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระมีจำนวนมากมายมหาศาล และทุก brand ก็มักจะบอกว่าสินค้าของตัวเองดีที่สุด แล้วเราในฐานะผู้บริโภคจะรู้ได้ยังไงว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ดีจริง ๆ วันนี้ผมมีคำตอบมาเล่าสู่กันฟังครับ..

อันดับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด ปี 2018

อันดับที่ 1 : Superoxide dismutase (SOD)

พูดถึง Antioxidants ในยุคนี้ ใครไม่รู้จัก SOD ถือว่าตกยุค เพราะตัวนี้เขามาแรงจริง ๆ SOD ได้ชื่อว่าคือ อันดับ 1 ของวงการสารต้านอนุมูลอิสระ ณ ปัจจุบันนี้ ผมขอเรียก SOD ว่า The King of kings of Antioxidants เลยละกันครับ เพราะเขาคือราชันแห่งราชาทั้งหลายนั่นเอง..

โดย SOD คือสารต้านอนุมูลอิสระที่จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Primary Antioxidant หรือ สารต้านอนุมูลอิสระปฐมภูมิ เพราะร่างกายสามารถผลิตขึ้นมาใช้ในเซลล์ได้เอง แต่จะผลิตได้น้อยลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระปฐมภูมิ ประกอบด้วย SOD, Catalase, Glutathione peroxidase (ดังภาพ) จัดว่าเป็น Complete defense system ทำหน้าเป็นเหมือนด่านแรกที่คอยกำจัดอนุมูลอิสะ ก่อนที่อนุมูลอิสระ จะเข้าสู่กระบวนการที่ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้สารต่าง ๆ ในร่างกาย เข้าไปทำลายเซลล์ต่อไป

ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระทุติยภูมิ หรือ Secondary Antioxidant ได้แก่ Glutathione, CoQ10, Carotenoids, Vitamin ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่กำจัดอนุมูลอิสระได้เพียงบางส่วน และออกฤทธิ์ได้ไม่นาน จึงต้องรับประทานในปริมาณมาก

ในต่างประเทศนิยมใช้ SOD ในการรักษาโรคต่าง ๆ เท่าที่มีงานวิจัยสนับสนุน เช่น

·      Osteoarthritis and rheumatoid arthritis

·      Lung problems in newborn infants

·      A kidney condition (interstitial cystitis)

แต่ต้องเป็นในรูปแบบฉีดเข้าเส้นเลือดเท่านั้น เพราะการรับประทาน SOD ทางปาก จะไม่สามาถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้หรือดูดซึมได้น้อยมาก เช่นเดียวกับการรับประทาน Catalase และ Glutathione peroxidase จะไม่สามาถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เลยเพราะถูกกรดในกระเพาะอาหารย่อยหมด

แล้วทำไมถึงแนะนำให้กิน SOD ในเมื่อมันดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารไม่ได้ ???

สำหรับใครที่อยากได้คุณประโยชน์จาก SOD ก็อย่าพึ่งหมดหวัง เพราะบรรดาผู้ผลิตอาหารเสริมทั้งหลายได้พยายามหาวิธีที่จะทำให้การดูดซึม SOD เข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น  โดยในปัจจุบันวิธีที่ได้ผล มี 2 วิธี หลักๆ คือ

1.   ใช้วิธีการอมใต้ลิ้น : วิธีนี้จะช่วยให้การดูดซึมดีขึ้น เพราะตัว SOD ในอาหารเสริมจะไม่ถูกกรดในกระเพาะทำลาย แต่ข้อเสียคือ ค่อนข้างลำบากในการกิน

2.   ใช้ SOD ในรูปแบบ GliSODin® ซึ่งผลิตและจดลิขสิทธิ์โดยบริษัทในฝรั่งเศส สกัดสาร SOD จากเมล่อนฝรั่งเศสโดยใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุลในการผสมสาร Gliadin เข้ากับ SOD ซึ่งตัว Gliadin จะทำหน้าที่ปกป้อง SOD จากกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างการสามารถดูดซึม SOD เข้าสู่ร่างกายได้

คำแนะนำสำหรับท่านที่อยากซื้อ SOD มารับประทาน

1.   ต้องเป็นแบบกรอกใต้ลิ้น หรือถ้าเป็นแบบกิน ต้องเป็น SOD ที่อยู่ในรูปแบบ GliSODin® เท่านั้น

2.   ก่อนจะซื้อตรวจสอบปริมาณ SOD ในผลิตภัณฑ์ก่อน โดยถ้าเป็น SOD ในรูปแบบ GliSODin® ปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือ 250 – 500 mg/วัน ขึ้นกับสภาวะร่างกายแต่ละคน และถ้าเป็นแบบ SOD แบบกรอกใต้ลิ้น ปริมาณควรจะมากกว่านั้น

 

อันดับ 2 : Astaxanthin

หลาย ๆ ท่านดูรูปลำดับ Antioxidants ข้างบนแล้ว อาจจะงงว่าทำไมอันดับ 2 กับ 3 ถึงไม่ใช่ Catalase กับ Glutathione ที่ผมไม่ขอนำ 2 ตัวนี้มาจัดลำดับก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่สามารถพัฒนารูปแบบที่จะสามารถทำให้ทั้ง 2 ตัวนี้ดูดซึมเข้าร่างกายได้ทางการรับประทานได้ เพราะกินเข้าไปก็ถูกกรดในกระเพาะอาหารทำลายหมด ดังนั้นอันดับ 2 จึงมาตกอยู่ในกลุ่ม สารต้านอนุมูลอิสระทุติยภูมิ (secondary antioxidants) ซึ่งหมายถึง สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไป แล้วถึงไปทำหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายนั่นเอง

และในบรรดา สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มนี้ Astaxanthin คือ King of antioxidants เดิม ก่อนที่จะโดน SOD มาล้มแชมป์นั่นเอง เรามาดูคุณสมบัติของ Astaxanthin กันว่าทำไมถึงได้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากภายนอก(ร่างกาย) ที่ดีที่สุด

คุณสมบัติของ Astaxanthin

  • ค่า ORAC score = 2,822,200 (293 เท่าของบลูเบอรี่ป่า)
  • แรงกว่า สารสกัดเมล็ดองุ่น 17 เท่า
  • แรงกว่า ALA 75 เท่า
  • แรงกว่า วิตามิน E 550 เท่า
  • แรงกว่า CoQ10 800 เท่า
  • แรงกว่า วิตามิน C 6,000 เท่า

·      Astaxanthin เป็นสารที่ได้รับการวิจัยอย่างแพร่หลาย เนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น และหลายๆ งานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์ของ Astaxanthin เช่น

o   สามารถบรรเทาอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อได้

o   ลดการอักเสบในร่างกาย

o   ชะลอวัยโดยสามารถลดริ้วรอยและการทำลายของแสงแดด

o   กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

o   ช่วยในเรื่องความดันและระบบไหลเวียนโลหิต

o   ป้องกันต้อกระจกและต้อหิน

o   ลดระดับกรดแลคติกในร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

โดยทั่วไปแนะนำให้รับประทานอย่างน้อยวันละ 4-8 mg ต่อวัน ขนาดที่เหมาะสมคือ ครั้งละ 4-8 mg วันละ 2-3 เวลา และมีบางงานวิจัยที่ทดลองให้รับประทาน astaxanthin มากถึงวันละ 40 mg โดยไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ

 

อันดับ 3 Lycopene

เราได้รู้จัก Astaxanthin กันไปแล้วว่าคือ อันดับหนึ่งของสารต้านอนุมูลอิสระทุติยภูมิ ในอันดับถัด ๆ ไป จะเทียบความแรงกับ Astaxanthin นั่นเอง ดังภาพ

Lycopene จึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่มต่อต้านอนุมูลอิสระอันดับ 3 โดยเป็นรองแค่ Astaxanthin เพียง 1.6 เท่าเพียงเท่านั้นเอง

ไลโคปีน คือ สารที่เกิดในธรรมชาติพบในผักและผลไม้ที่มีสีแดง โดยสารไลโคปีนนี้เป็นหนึ่งในสารเม็ดสีที่เรียกว่า แคโรทีนอยด์ ไลโคปีนพบในผลไม้เช่น แตงโม องุ่นสีชมพู แต่จะพบมากเป็นพิเศษในมะเขือเทศ โดยพบว่าใน น้ำมะเขือเทศปั่น 1 แก้ว(240 มิลลิลิตร) จะมีไลโคปีนประมาณ 23 mg (ซึ่งเพียงพอสำหรับปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน) สำหรับในประเทศไทยผลไม้ที่มีสารไลโคปีนสูงกว่าในมะเขือเทศคือ ฟักข้าว โดยมีปริมาณไลโคปีนมากกว่าในมะเขือเทศถึง 20-70 เท่า

ในต่างประเทศผู้คนมักนิยมรับประทานไลโคปีนเป็นอาหารเสริมโดยมีวัตถุประสงค์คือ ป้องกันโรคหัวใจ (โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ) และสำหรับป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้และมะเร็งตับอ่อน นอกจากนี้ยังมีการนำไลโคปีนมาใช้ในการรักษาการติดเชื้อ human papilloma virus (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย และบางคนยังมีการใช้ไลโคปีนในการรักษาต้อกระจกและโรคหอบหืด ทั้งนี้เพราะว่าไลโคปีนคือสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูงมากพอที่จะช่วยป้องการเซลล์จากการถูกทำลาย

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณไลโคปีนที่ควรรับประทานต่อวันที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานเกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากไลโคปีน เป็นสารที่ละลายในไขมัน จะสะสมไว้ที่ตับ หากสะสมมากเกิน ไปจะทำให้ตัวเหลือง และคลื่นไส้อาเจียนได้

 

อันดับ 4 Lutien และ Beta carotene

อันดับที่ 4 นี้ ผมขอจัด ลูตินและเบต้าแคโรทีนมาไว้ด้วยกัน เพราะมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันมาก และสัมพันธ์กับวิตามิน A เหมือนกัน โดยสารทั้งสองนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Carotenoid เหมือนกัน และคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระใกล้เคียงกันมาก โดยลูติน ออกฤทธิ์เป็นรองเมื่อเทียบกับ Astaxanthin เพียง 2.6 เท่า ส่วนเบต้าแคโรทีน ออกฤทธิ์เป็นรอง Astaxanthin 4.9 เท่า

ในต่างประเทศนิยมบริโภคสารทั้งสองนี้เพื่อบำรุงสายตา จนมีฉายาว่า The eye vitamin นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากทีเดียว จึงยังมีใช้ในกลุ่มโรคอื่น ๆ ด้วยเช่น ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

โดยทั่วไปแนะนำรับประทานลูตินวันละ 6-10 mg ต่อวัน และเบต้าแคโรทีน แนะนำที่ 15-25 mg ต่อวัน

 

อันดับที่ 5 : Grape seed extract (สารสกัดจากเมล็ดองุ่น)

สารสกัดเมล็ดองุ่น มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ Oligomeric Proanthocyanidins หรือ OPCs ซึ่งเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งในกลุ่มของไบโอฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติที่สำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากในการปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ นอกจากนนี้ ในการวิจัยของ นพ.คล๊าก แฮนเซน พบว่า OPC ที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และมากกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เป็น 1 ใน 10 ของสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยทีเดียว

จากรูปจะเห็นว่าฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมล็ดองุ่นสูงมาก โดยเมื่อเทียบกับ Astaxanthin แล้วออกฤทธิ์ได้น้อยกว่า Astaxanthin เพียง 17 เท่า ในขณะที่ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของวิตามินซีนั้นน้อยกว่า Astaxanthin มากถึง 6,000 เท่า

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ถ้าหากต้องการใช้เพื่อรักษาสุขภาพ ควรเลือกใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นประมาณวันละ 50-100 มิลลิกรัม แต่หากต้องการใช้เพื่อบำบัดโรค ควรใช้ในปริมาณวันละ 150-300 มิลลิกรัม

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

·      ไม่แนะนำสำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (warfarin) เพราะสารสกัดจากเมล็ดองุ่นอาจมีผลในเรื่องของการชะลอการแข็งตัวของเลือด

·      หากจะรับประทานอาหารเสริม ที่ทำจากสารสกัดเมล็ดองุ่น ให้ได้ผลดี ควรทาน ก่อนอาหารเช้า และก่อนเข้านอน(ตอนท้องว่าง) จะได้ผลดีที่สุด

·      จำเป็นที่ต้องพิจารณาปริมาณของสารเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติแล้ว สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ควรมีปริมาณสาร OPC อยู่ที่ประมาณ 92-95%

ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่า การรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เด็กและสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยชัดเจน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *